|
วัดพระบรมธาตุไชยา
วัดพระบรมธาตุไชยา ราชวรวิหาร หมู่
3
ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ห่างจากที่ว่าการอำเภอไชยา ประมาณ
2 กิโลเมตร
ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟไชยาไปทางตะวันตกประมาณ1
กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากทางหลวงแผ่นดินสาย เอ 41
ไปทางตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร
วัดพระบรมธาตุไชยาเป็นวัดโบราณ
สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารที่แน่ชัด
สิ่งสำคัญที่สุดภายในวัด ได้แก่พระบรมธาตุเจดีย์
ประวัติความเป็นมา
วัดพระบรมธาตุไชยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฏร์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารมหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
เมื่อวันที่ 28
พฤษภาคม พ.ศ . 2491 มีนามว่า วัดพระธาตุไชยา
และต่อมาทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนฐานะวัดพระธาตุไชยาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก
ชนิดราชวรวิหารและพระราชทานนามใหม่ว่า วัดบรมธาตุไชยา เมื่อวันที่ 6
กุมภาพันธ์ พ . ศ . 2500
วัดพระบรมธาตุไชยาแห่งนี้เดิมเคยปรักหักพังรกร้างมาระยะหนึ่งจนกระทั่งพระครูโสภณเจตสิการาม
( หนู ติสโส ) เจ้าคณะเมืองไชยา วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง (
ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้ว
และท่านเจ้าคุณชยาภิวัฒน์สุภัทรสังฆปาโมกข์ ตามลำดับ )
เป็นหัวหน้าชักชวนบรรดาเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ร่วมกับพุทธศานิกชนทั่วไป
ได้บูรณะพระอารามรกร้างแห่งนี้ระหว่างปี พ . ศ .
2439 2453 รวมระยะเวลา 14
ปีเศษ
พระบรมธาตุ ณ
วัดพระธาตุ อำเภอพุมเรียงในเมืองไชยาเก่านี้
สร้างไว้แต่ครั้งใดไม่สามารถสืบความได้ ในชั้นแรกคงไม่ได้ใช้ปูนเลย
อิฐที่ใช้ก่อเผาไฟแกร่ง ไม่สอปูน แต่ใช้อิฐป่นละเอียดผสมกับกาวใช้เป็นบายสอ
วิธีก่อจะก่อเรียงอิฐแนบสนิท
รอยต่อระหว่างอิฐจะขัดถูปรับจนได้เหลี่ยมเสมอกันพอดี
และคงขัดทั่วทั้งองค์ให้หายเงื่อนอิฐและหายขรุขระ
ลวดลายในชั้นแรกไม่พอกปูนปั้น แต่ใช้วิธีขุดสลักลงในอิฐ
มีการใช้ศิลาเป็นองค์ประกอบในส่วนยอด
มีร่องรอยการบูรณะโดยใช้ปูนเข้ามาปฏิสังขรณ์ไม่ต่ำกว่า
2 ครั้ง
ที่ฐานพระบรมธาตุถูกดินถมขึ้นราว 1 เมตร
ยอดเจดีย์หักพังลงมาจนถึงองค์ระฆัง ซึ่งสันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นองค์ระฆัง
ทรงกลม ยอดเจดีย์ที่สันนิษฐานว่าเป็นยอดพระธาตุเดิมนั้นขุดพบภายในบริเวณวัด
ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา
พื้นลานระหว่างฐานพระเจดีย์
ถึงระเบียงคดที่ประดิษฐานพระเวียนปูด้วยอิฐหน้าวัวสภาพแตกหัก
เสาระเบียงคดเดิมเป็นเสาไม้แก่น ในการปฏิสังขรณ์ได้ตามเค้าของเก่า
มีที่เพิ่มเติมจากของเก่าบ้างคือ ต่อเติมบัวปากระฆัง ต่อยอดให้สูงขึ้น
กับทำฉัตรใส่ยอดเป็น 3 ชั้น
ก้านและใบฉัตรภายในรองด้วยเงิน
แล้วหุ้มด้วยทองคำทองที่เหลือจากหุ้มฉัตรยังได้หุ้มตลอดลงมาถึงลูกแก้วและปลี
สิ้นทองคำหนัก 82 บาท 3
สลึง
พระบรมธาตุไชยา เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เป็นสิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง
เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนามาแต่ครั้งอดีตกาลนานนับพันปีเป็นหลักฐานที่สามารถนำมาเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ของบรรพชนในอดีต
แม้ว่าศูนย์กลางของเมืองจะย้ายไปตั้งใหม่ที่บ้านดอน
ซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดสุราษฏร์ธานีในปัจจุบัน แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์
โบราณคดีและศิลปกรรมที่วัดพระบรมธาตุไชยา
กลับเป็นอนุสรณ์ที่แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรื่องของจังหวัดสุราษฏร์ธานีในอดีตที่อนุชนรุ่นหลังพึ่งรักษาไว้ให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติสืบไป
หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรม
1. พระบรมธาตุเจดีย์
พระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบที่นิยมเรียกว่ากันทั่วไปว่าศิลปะศรีวิชัย
? เรือนธาตุมีผังเป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง 4
ด้าน ยื่นออกมาจากผนังเรือนธาตุ
ยกเว้นด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นเข้าสู่ห้องโถงกลาง
ความสูงของพระบรมธาตุจากฐานถึงยอดประมาณ
24 เมตร
ประกอบด้วยฐานบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมจัตุรัสตกแต่งด้วยเสาติดผนังลดเหลี่ยม
1 ชั้นวางอยู่บนบานเขียงซ้อนกัน 2
ชั้น ขนาดฐานวัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกยาวประมาณ 13
เมตร ( ของเดิมยาว 10 เมตร
สร้างพอกขึ้นใหม่ทางด้านหน้าอีก 3 เมตร )
จากทิศเหนือถึงทิศใต้ยาวประมาณ 10 เมตร
ส่วนยอดอยู่ต่ำกว่าผิวดินปัจจุบัน เดิมมีดินทับถมอยู่เมตร
ทางวัดจึงได้ขุดบริเวณโดยรอบฐานเป็นสระกว้างประมาณ 2.30-2.50
เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร เพื่อให้เห็นฐานเดิม
ปัจจุบันมีน้ำขังอยู่รอบฐานตลอดปี ด้านหน้าฐานบัวลูกแก้วด้านทิสตะวันออกมีซุ้มพระพุทธรูปอยู่ข้างบันไดจำนวน
2 ซุ้ม เป็นของที่สร้างต่อเติมสมัยหลัง (
ก่อนการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 5 )
สามารถเห็นร่องรอยฐานเก่าที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะมีฐานบัวเดิมโผล่ออกมาให้เห็นชัดเจน
ฐานบนของบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยม มีลักษณะเป็นฐานทักษิณ
ที่มุมทั้งสี่ประดับด้วยสถูปจำลอง
ตรงกลางฐานเป็นฐานบัวลูกแก้วอีกชั้นหนึ่งรองรับเรือนธาตุเจดีย์ทรงจตุรมุข
ที่มุมเรือนธาตุทำเป็นรูปเสาหลอกติดผนังตรงกลางเสาเซาะตลอดโคนถึงปลายเสา
มุขด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นสามารถเดินขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปภายในองค์เจดีย์ได้
ห้องภายในมีขนาดประมาณ
2X 2
เมตร ปัจจุบันก่อฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นจำนวน 8
องค์ ผนังเรือนธาตุก่ออิฐไม่สอปูนลดหลั่นกันขึ้นไปถึงยอด (
ปัจจุบันฉาบปูนปิดทับหมดแล้ว ) มุขอีกสามด้านทึบ
ที่มุขของมุขแต่ละด้านทำเป็นเสาติดผนังอาคาร
เหนือมุขเป็นซุ้มหน้าบันประดับลายปูนปั้นรูปวงโค้งคล้ายเกือกม้า
หรือเรียกว่า กุฑุ เหนือเรือนธาตุมีลักษณะเป็นหลังคาซ้อนกันขึ้นไป 3
ชั้น โดยการจำลองย่อส่วนอาคารเบื้องล่างลดหลั่นขึ้นไป
แต่ละชั้นประดับด้วยสถูปจำลองที่มุขทั้งสี่และตรงกลางด้านเหนือซุ้มหน้าบัน
รวมจำนวนสถูปจำลองชั้นละ 3 องค์
ทั้งหมดสามชั้นรวมทั้งสิ้น 24 องค์
ถัดขึ้นไปเป็นส่วนยอดซึ่งซ่อมแซมครั้งใหญ่ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยขยายส่วนยอดให้สูงขึ้น
เริ่มตั้งแต่บัวปากระฆังซึ่งเป็นดอกบัวบานขนาดใหญ่ องค์ระฆังรูปแปดเหลี่ยม
ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงแปดเหลี่ยมขนาดเล็กรองรับก้านฉัตร
ต่อด้วยปล้องไฉนแปดเหลี่ยมจำนวนห้าชั้น
เหนือปล้องไฉนเป็นบัวกลุ่มหุ้มทองคำรองรับปลียอดหุ้มทองคำ
ซึ่งเข้าใจว่าได้ต้นแบบมาจากยอดพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
เหนือปลียอดประดับฉัตรหุ้มทองคำหนัก 82 บาท
3 สลึง ต่อมาถูกขโมยลักไป ทางวัดจึงจัดทำขึ้นใหม่เมื่อ พ .
ศ . 2481 ด้วยทองวิทยาศาสตร์
โครงสร้างพระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ก่ออิฐไม่สอปูน
อิฐเนื้อแกร่งเผาด้วยไฟแรง เมื่อก่ออิฐแล้วคงขัดถูแต่งรอยให้เรียบเสมอกัน
พระบรมธาตุไชยาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง
จึงมีลวดลายเครื่องประดับเป็นลวดลายเก่าใหม่ผสมกัน ลวดลายเก่าที่น่าสนใจคือ
ลวดลายที่ซุ้มหน้าบันหรือ กุฑุ เดิมใช้วิธีแกะสลักอิฐเป็นรูปวงโค้ง
เมื่อมีการซ่อมครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่
5 จึงมีการซ่อมแปลงหน้าบันด้วยปูนปั้น
เติมลวดลายใหม่ ๆ ได้แก่ รูปตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5
ภายในเป็นพระพุทธรูป รูปเทพพนมด้านข้างเป็นช้างสามเศียรและนกยูง รูปสิงห์
รูปเหรา รูปผีเสื้อ เป็นต้น
รูปแบบแผนผังโครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่เรียกว่าพระบรมธาตุไชยานี้ได้รับการตีความอย่างกว้างขวาง
บ้างก็ว่าคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า จันทิ ในศิลปะชวาภาคกลาง
ได้แก่ จันทิปะวน อายุราวพุทธศตวรรษที่
14-15
ซึ่งมีลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้
แต่เปลี่ยนรูปจำลองอาคารขนาดเล็กบนชั้นหลังคาซึ่งเป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์
ให้กลายเป็นลักษณะสำคัญของสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนา
บ้างก็ว่ามีเค้าของการคลี่คลายมาจากปราสาท 2 หลัง
ที่วัดแก้วและวัดหลง
ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งว่าอายุของพระบรมธาตุไชยาอาจจะหลังลงมาจากโบราณสถานที่วัดแก้วและวัดหลง
เป็นสถาปัตยกรรมในยุคครหิประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18
อย่างไรก็ดีรูปแบบศิลปกรรมของพระบรมธาตุไชยาก็ได้แพร่อิทธิพลให้แก่สถาปัตยกรรมในสมัยต่อมาอย่างแพร่หลาย
เช่น เจดีย์วัดเขาพระอานนท์ อำเภอพุนพิน เจดีย์ถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม
เจดีย์บนเขาสายสมอ วัดโบราณต่าง ๆ ในเขตอำเภอไชยาและเจดีย์วัดเขาหลัก
อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
2. เจดีย์ ตั้งอยู่รอบองค์พระบรมธาตุที่มุมทั้งสี่ทิศ
( ปัจจุบันอยู่รอบนอกของสระน้ำที่ขุดรอบฐานองค์พระบรมธาตุ )
เจดีย์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม
ชั้นล่างเป็นฐานบัวลูกแก้วทรงสูง ก่ออิฐฉาบปูนตำ
รองรับบัวลูกแก้วอีกชั้นหนึ่งซึ่งรองรับองค์ระฆังทรงกลมส่วนยอดเป็นบัลลังก์
ปล้องไฉนและปลียอด เจดีย์องค์นี้แตกต่างจากเจดีย์ทิศที่มุมอีก 3
ด้าน ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ตั้งอยู่บนฐานเขียงรองรับมาลัยลูกแก้ว
8 แถว องค์ระฆังทรงกลมอยู่บนบัวปากระฆัง
ส่วนยอดไม่มีบัลลังก์ แต่ก้านฉัตร ต่อด้วยปล้องไฉนและปลียอด
ภายในเจดีย์กลวง ด้านหน้าเป็นซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูป
ภายในซุ้มของเจดีย์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ประดิษฐานพระปูนปั้น
มือขวาถือเกรียงเป็นรูปเหมือนท่านเจ้าคุณพระชยาภิวัฒน์ฯ ผู้บูรณะพระบรมธาตุ
เจดีย์นี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์
หลังกว่าเจดีย์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาส่วนเจดีย์ด้านทิศตะวันตกด้านหลังองค์พระบรมธาตุ
เป็นเจดีย์ทรงมณฑปสร้างขึ้นใหม่สมัยรัตนโกสินทร์
3. พระวิหารหลวง อยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมธาตุ
ด้านหลังวิหาร สร้างยื่นล้ำเข้ามาในเขตพระวิหารคด
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่น้อยหลายองค์ ศิลปะสมัยอยุธยา
สกุลช่างไชยาพื้นวิหารเดิมต่ำกว่าพื้นปัจจุบันมาก
สังเกตได้จากฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในระดับต่ำ
และทำเป็นฐานบัวลูกแก้วเลียนแบบฐานของพระบรมธาตุ
พื้นวิหารที่ยกขึ้นสูงปิดทับส่วนล่างของฐานชุกชีเข้าใจว่าคงเป็นการยกพื้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังในฤดูฝน
หน้าวิหารเดิมเป็นไม้แกะสลักรูปดอกไม้เทศลงรักประดับกระจกสีทั้งสองด้าน
ถูกถอดออกเมื่อคราวบูรณะวิหาร ปัจจุบันแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ไชยา ที่ผนังด้านนอกวิหารมีพระพุทธรูปทรายสีแดงประทับยืน แสดงปางประทานอภัย
ศิลปะสกุลช่างไชยา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18-19
อยู่องค์หนึ่ง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา
ส่วนที่เดิมสร้างองค์จำลองปูนปั้นแทน
พระวิหารหลวงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5
และต่อมาในปี พ . ศ . 2500 ท่านพระครูอินทปัญญจารย์
( เงื่อม อินปญโญ ) พุทธทาสภิกขุ เมื่อครั้งพระครูโสภณเจตสิการาม ( เอี่ยม
นามธมโม ) ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัดขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2478
ก็ได้ใช้วิหารหลวงเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ
4. พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระบรมธาตุ
สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ . ศ . 2498
แทนพระอุโบสถเก่าซึ่งชำรุดและรื้อถอนออกไป
พระประธานภายในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปศิลาทรายแดง ปางมารวิชัย
ศิลปะสมัยอยุธยา เบื้องหน้าพระประธานประดิษฐาน พัทธสีมาคู่ซึ่งเป็นของเดิมแต่ครั้งพระอุโบสถเก่า
สมัยอยุธยา การผูกพัทธสีมาคู่นี้สันนิษฐานว่าแต่เดิมนั้นคงมีใบพัทธสีมาเพียงใบเดียวเรียงรายรอบอุโบสถ
จนกระทั่งเมื่อศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์
ได้แผ่เข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยประมาณพุทธศตวรรษที่ 18
เป็นต้นมา (
สมัยเดียวกับที่ได้สร้างพระบรมธาตุทรงลังกาขึ้นที่นครศรีธรรมราช )
พระสงฆ์ในลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาซ้ำลงในที่ดินเดิมอีกครั้ง
5. ระเบียงคด วิหารคด หรือพระระเบียง
เป็นระเบียงล้อมรอบองค์พระธาตุอยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
กว้างยาวด้านละ 38 เมตร สูง 4
เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆรวม 180 องค์
ชาวบ้านเรียกว่า พระเวียน
พระพุทธรูปปูนปั้นส่วนใหญ่ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่
ส่วนพระพุทธรูปศิลาทรายแดง ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยา ยังอยู่ในสภาพเดิม
การสร้างระเบียงคดล้อมรอบอาคารประธานเป็นแผนผังของวัดที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยา
ซึ่งคลี่คลายมาจากระเบียบสถาปัตยกรรมในศิลปะเขมร
6. พระพุทธรูปกลางแจ้ง
ประดิษฐานอยู่บนลานภายในกำแพงแก้ว
ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระวิหารหลวง
เป็นพระพุทธรูปศิลาทรายสีแดงขนาดใหญ่จำนวน 3 องค์
ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยา เดิมที่ตั้งพระพุทธรูปคงจะเป็นวิหาร
แต่ชำรุดทรุดโทรม จึงถูกรื้อออก
7. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ( พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ )
2 กร สำริด ศิลปะสมัยศรีวิชัย
พบบริเวณสนามหญ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมธาตุ อยู่ใต้ต้นโพธิ์
ขนาดเท่าบุคคลจริง สภาพชำรุด ส่วนท่อนล่างตั้งแต่บั้นพระองค์หายไป
ทรงยืนอยู่ในท่าตริภังค์ ( เอียงสะโพก ) พระพักต์กลม มีอุณาโลมที่พระนลาฏ
พระเนตรเหลือบมองต่ำ ทรงสวมกระบังหน้า กุณฑล พาหุรัด และกรองศอที่มีทับทรวง
ทรงสะพายผ้าแพรเฉียงพระวรกาย
และสะพายสายยัชโญปวีตลูกประคำซึ่งมีเครื่องประดับสายเป็นรูปหัวกวางอยู่ที่พระอังสาซ้าย
ลวดลายเครื่องประดับคล้ายกับประติมากรรมในชวาภาคกลาง
อันเป็นการสนับสนุนหลักฐานจากจารึกหลักที่ 23
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสกุลวงศ์ของกษัตริย์แห่งศรีวิชัย ( ไชยา )
และราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวาภาคกลาง กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14
องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
พระโพธิสัตว์องค์นี้เป็นประติมากรรมศิลปะศรีวิชัยที่มีชื่อเสียงที่สุด
และจัดได้ว่างดงามที่สุด
เป็นหลักฐานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนความสำคัญในด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองไชยาโบราณในสมัยศรีวิชัย
8. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8
กร สำริด ศิลปะศรีวิชัย พระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา
พระกรทั้งแปดหักหายหมด ทรงเก้าพระเกศาเป็นรูปชฎามุกุฎ มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ในกรอบหน้าของชฎามุกุฎ
ตกแต่งด้วยศิลาภรณ์กับกระบังหน้า สวมกรองศอ กุณฑล พาหุรัด
ทรงสะพายแพรซึ่งมีสายยัชโญปวีตลูกประคำทับ
อันเป็นเครื่องหมายของบุคคลในวรรณะพราหมณ์หรือวรรณะกษัตริย์ซึ่งประดับด้วยหัวกวางอันเป็นลักษณะเฉพาะของพระองค์บนสายแพร
ทรงพระภูษายาวคาดทับด้วยปั้นเหน่งและผ้า
ซึ่งทิ้งห้อยเป็นเส้นโค้งทางด้านหน้าและผูกไว้เหนือพระโสณี
ลักษณะเครื่องประดับคล้ายคลึงกับเครื่องประดับของประติมากรรมในชวาภาคกลาง
รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร
นี้แสดงฐานะความเป็นเจ้าแห่งจักรวาล จึงมีพระนามว่า
โลเกศวร
ประติมากรรมมักมีเกินกว่า 2 กร ในคัมภีร์การัณฑ
พยูหสูตร ซึ่งเขียนขึ้นระหว่าง พ . ศ . 1050 1450
กล่าวว่าพระองค์มีแสนกร โกฏิพระเนตร สิบเอ็ดเศียร โลมา ( เส้นขน )
แต่ละเส้นคือจักรวาล พระเนตรคือพระจันทร์และพระอาทิตย์
แผ่นดินคือพระบาทอำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่เหนือพระตถาคตทั้งปวง
ทรงเป็นผู้ประทานมนต์หกพยางค์อันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่าสรรพราเชนทรหรือเจ้าแห่งราชาทุกพระองค์
คือ โอม มณี ปัทเม ฮูม
แปลว่า ดวงมณีเกิดอยู่ในดอกบัว
คาถาบทนี้ทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งจักรวาลทั้งมวล
ประติมากรรมชิ้นนี้กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14
องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
9. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ( พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ )
2 กร ศิลา ทรงประทับยืนตรงอยู่บนดอกบัว พระพักต์สี่เหลี่ยม
ทรงเกล้าพระเกศาเป็นรูปชฎามกุฎ มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ด้านหน้า
พระหัตถ์ขวาแสดงปางประทานพร พระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัว
ทรงพระภูษายาวมีหน้านางและจีบอยู่ด้านข้าง
คาดปั้นเหน่งทับพร้อมกับคาดหนังเสือรอบพระโสณี พระวรกายตกแต่งด้วยพาหุรัด
กรองศอทองพระกร ประติมากรรมชิ้นนี้แสดงอิทธิพลศิลปะจาม
กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15
องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
10. พระพุทธรูป
มีทั้งพระพุทธรูปศิลาและพระพุทธรูปปูนปั้น
ทั้งที่เป็นอิทธิพลศิลปะอินเดียและศิลปะทวารวดี
ตลอดจนพระพุทธรูปศิลาทรายแดงและพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะอยุธยาและรัตนโกสินทร์ในรุ่นหลัง
พระพุทธรูปที่สำคัญได้แก่ พระพุทธรูปศิลา สูง 104
เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 12
ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางสมาธิอยู่บนฐานบัว
อิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ สกุลช่างสารนาถ เดิมประดิษฐานอยู่ในซุ้มเล็ก ๆ
ซุ้มหนึ่งในสองข้างบันไดที่จะขึ้นไปบนองค์พระบรมธาตุ
รูปแบบทั้งหมดของพระพุทธรูปองค์นี้ยังคล้ายกับประติมากรรมสมัยพนมดาในศิลปะขอมอีกด้วย
จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปสกุลช่างไชยารุ่นที่ 1
คือเป็นศิลปะท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปอินเดียสกุลช่างต่าง ๆ
มาผสมผสานกัน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
ส่วนพระพุทธรูปอิทธิพลศิลปะทวารวดี ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปศิลา
ประทับยืนปางแสดงธรรม
คล้ายกับที่พบบริเวณแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย
11. ฐานโยนิ มีลักษณะพิเศษคือมีรางน้ำมนต์ 2
ด้าน ตรงข้ามกัน ( ตั้งอยู่ที่ลานในเขตพระระเบียง )
การประกาศขึ้นทะเบียน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม 53
ตอนที่ 34 วันที่ 27
กันยายน 2479
ที่มาข้อมูล
สำนักงานศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช
สำนักโบราณคดีกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง
จังหวัดนครศรีธรรมราช
|