หน้าแรก จดหมายถึงฉัน Our Sea  
  Surat Thani Eco Tours Homepage for visitors wishing to enjoy unique experiences in and around the city of Surat Thani including the mountains, beaches, National Parks and wilelife.Wonderful Surat Thani Province...Adventure and excitement in the great outdoors South Thailand.
 

เที่ยว วัดพระบรมธาตุไชยา

 
ถนนหน้าวัดพระบรมธาตุไชยา
 
 
 
 
 

ภายในวัดมีบริเวณกว้างขวาง

 
 

บรรยากาศภายในวัดพระบรมธาตุไชยา

 

วัดพระบรมธาตุไชยา


     วัดพระบรมธาตุไชยา ราชวรวิหาร หมู่ 3 ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ห่างจากที่ว่าการอำเภอไชยา ประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟไชยาไปทางตะวันตกประมาณ1 กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากทางหลวงแผ่นดินสาย เอ 41 ไปทางตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร 

วัดพระบรมธาตุไชยาเป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารที่แน่ชัด สิ่งสำคัญที่สุดภายในวัด ได้แก่พระบรมธาตุเจดีย์

 ประวัติความเป็นมา 

     วัดพระบรมธาตุไชยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฏร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารมหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ . 2491 มีนามว่า วัดพระธาตุไชยา และต่อมาทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนฐานะวัดพระธาตุไชยาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารและพระราชทานนามใหม่ว่า วัดบรมธาตุไชยา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ . ศ . 2500  

     วัดพระบรมธาตุไชยาแห่งนี้เดิมเคยปรักหักพังรกร้างมาระยะหนึ่งจนกระทั่งพระครูโสภณเจตสิการาม ( หนู ติสโส ) เจ้าคณะเมืองไชยา วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง ( ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้ว และท่านเจ้าคุณชยาภิวัฒน์สุภัทรสังฆปาโมกข์ ตามลำดับ ) เป็นหัวหน้าชักชวนบรรดาเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ร่วมกับพุทธศานิกชนทั่วไป ได้บูรณะพระอารามรกร้างแห่งนี้ระหว่างปี พ . ศ . 2439 – 2453 รวมระยะเวลา 14 ปีเศษ  

     พระบรมธาตุ ณ วัดพระธาตุ อำเภอพุมเรียงในเมืองไชยาเก่านี้ สร้างไว้แต่ครั้งใดไม่สามารถสืบความได้ ในชั้นแรกคงไม่ได้ใช้ปูนเลย อิฐที่ใช้ก่อเผาไฟแกร่ง ไม่สอปูน แต่ใช้อิฐป่นละเอียดผสมกับกาวใช้เป็นบายสอ วิธีก่อจะก่อเรียงอิฐแนบสนิท รอยต่อระหว่างอิฐจะขัดถูปรับจนได้เหลี่ยมเสมอกันพอดี และคงขัดทั่วทั้งองค์ให้หายเงื่อนอิฐและหายขรุขระ ลวดลายในชั้นแรกไม่พอกปูนปั้น แต่ใช้วิธีขุดสลักลงในอิฐ มีการใช้ศิลาเป็นองค์ประกอบในส่วนยอด มีร่องรอยการบูรณะโดยใช้ปูนเข้ามาปฏิสังขรณ์ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ที่ฐานพระบรมธาตุถูกดินถมขึ้นราว 1 เมตร ยอดเจดีย์หักพังลงมาจนถึงองค์ระฆัง ซึ่งสันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นองค์ระฆัง ทรงกลม ยอดเจดีย์ที่สันนิษฐานว่าเป็นยอดพระธาตุเดิมนั้นขุดพบภายในบริเวณวัด ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา พื้นลานระหว่างฐานพระเจดีย์ ถึงระเบียงคดที่ประดิษฐานพระเวียนปูด้วยอิฐหน้าวัวสภาพแตกหัก เสาระเบียงคดเดิมเป็นเสาไม้แก่น ในการปฏิสังขรณ์ได้ตามเค้าของเก่า มีที่เพิ่มเติมจากของเก่าบ้างคือ ต่อเติมบัวปากระฆัง ต่อยอดให้สูงขึ้น กับทำฉัตรใส่ยอดเป็น 3 ชั้น ก้านและใบฉัตรภายในรองด้วยเงิน แล้วหุ้มด้วยทองคำทองที่เหลือจากหุ้มฉัตรยังได้หุ้มตลอดลงมาถึงลูกแก้วและปลี สิ้นทองคำหนัก 82 บาท 3 สลึง

      พระบรมธาตุไชยา เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนามาแต่ครั้งอดีตกาลนานนับพันปีเป็นหลักฐานที่สามารถนำมาเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ของบรรพชนในอดีต แม้ว่าศูนย์กลางของเมืองจะย้ายไปตั้งใหม่ที่บ้านดอน ซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดสุราษฏร์ธานีในปัจจุบัน แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศิลปกรรมที่วัดพระบรมธาตุไชยา กลับเป็นอนุสรณ์ที่แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรื่องของจังหวัดสุราษฏร์ธานีในอดีตที่อนุชนรุ่นหลังพึ่งรักษาไว้ให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติสืบไป

 หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรม  

     1. พระบรมธาตุเจดีย์ พระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบที่นิยมเรียกว่ากันทั่วไปว่าศิลปะศรีวิชัย ? เรือนธาตุมีผังเป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง 4 ด้าน ยื่นออกมาจากผนังเรือนธาตุ ยกเว้นด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นเข้าสู่ห้องโถงกลาง

     ความสูงของพระบรมธาตุจากฐานถึงยอดประมาณ 24 เมตร ประกอบด้วยฐานบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมจัตุรัสตกแต่งด้วยเสาติดผนังลดเหลี่ยม 1 ชั้นวางอยู่บนบานเขียงซ้อนกัน 2 ชั้น ขนาดฐานวัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกยาวประมาณ 13 เมตร ( ของเดิมยาว 10 เมตร สร้างพอกขึ้นใหม่ทางด้านหน้าอีก 3 เมตร ) จากทิศเหนือถึงทิศใต้ยาวประมาณ 10 เมตร ส่วนยอดอยู่ต่ำกว่าผิวดินปัจจุบัน เดิมมีดินทับถมอยู่เมตร ทางวัดจึงได้ขุดบริเวณโดยรอบฐานเป็นสระกว้างประมาณ 2.30-2.50 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร เพื่อให้เห็นฐานเดิม ปัจจุบันมีน้ำขังอยู่รอบฐานตลอดปี ด้านหน้าฐานบัวลูกแก้วด้านทิสตะวันออกมีซุ้มพระพุทธรูปอยู่ข้างบันไดจำนวน 2 ซุ้ม เป็นของที่สร้างต่อเติมสมัยหลัง ( ก่อนการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 5 ) สามารถเห็นร่องรอยฐานเก่าที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะมีฐานบัวเดิมโผล่ออกมาให้เห็นชัดเจน

     ฐานบนของบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยม มีลักษณะเป็นฐานทักษิณ ที่มุมทั้งสี่ประดับด้วยสถูปจำลอง ตรงกลางฐานเป็นฐานบัวลูกแก้วอีกชั้นหนึ่งรองรับเรือนธาตุเจดีย์ทรงจตุรมุข ที่มุมเรือนธาตุทำเป็นรูปเสาหลอกติดผนังตรงกลางเสาเซาะตลอดโคนถึงปลายเสา มุขด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นสามารถเดินขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปภายในองค์เจดีย์ได้ ห้องภายในมีขนาดประมาณ 2X 2 เมตร ปัจจุบันก่อฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นจำนวน 8 องค์ ผนังเรือนธาตุก่ออิฐไม่สอปูนลดหลั่นกันขึ้นไปถึงยอด ( ปัจจุบันฉาบปูนปิดทับหมดแล้ว ) มุขอีกสามด้านทึบ ที่มุขของมุขแต่ละด้านทำเป็นเสาติดผนังอาคาร เหนือมุขเป็นซุ้มหน้าบันประดับลายปูนปั้นรูปวงโค้งคล้ายเกือกม้า หรือเรียกว่า กุฑุ เหนือเรือนธาตุมีลักษณะเป็นหลังคาซ้อนกันขึ้นไป 3 ชั้น โดยการจำลองย่อส่วนอาคารเบื้องล่างลดหลั่นขึ้นไป แต่ละชั้นประดับด้วยสถูปจำลองที่มุขทั้งสี่และตรงกลางด้านเหนือซุ้มหน้าบัน รวมจำนวนสถูปจำลองชั้นละ 3 องค์ ทั้งหมดสามชั้นรวมทั้งสิ้น 24 องค์      ถัดขึ้นไปเป็นส่วนยอดซึ่งซ่อมแซมครั้งใหญ่ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยขยายส่วนยอดให้สูงขึ้น เริ่มตั้งแต่บัวปากระฆังซึ่งเป็นดอกบัวบานขนาดใหญ่ องค์ระฆังรูปแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงแปดเหลี่ยมขนาดเล็กรองรับก้านฉัตร ต่อด้วยปล้องไฉนแปดเหลี่ยมจำนวนห้าชั้น เหนือปล้องไฉนเป็นบัวกลุ่มหุ้มทองคำรองรับปลียอดหุ้มทองคำ ซึ่งเข้าใจว่าได้ต้นแบบมาจากยอดพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เหนือปลียอดประดับฉัตรหุ้มทองคำหนัก 82 บาท 3 สลึง ต่อมาถูกขโมยลักไป ทางวัดจึงจัดทำขึ้นใหม่เมื่อ พ . ศ . 2481 ด้วยทองวิทยาศาสตร์  

     โครงสร้างพระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ก่ออิฐไม่สอปูน อิฐเนื้อแกร่งเผาด้วยไฟแรง เมื่อก่ออิฐแล้วคงขัดถูแต่งรอยให้เรียบเสมอกัน พระบรมธาตุไชยาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง จึงมีลวดลายเครื่องประดับเป็นลวดลายเก่าใหม่ผสมกัน ลวดลายเก่าที่น่าสนใจคือ ลวดลายที่ซุ้มหน้าบันหรือ กุฑุ เดิมใช้วิธีแกะสลักอิฐเป็นรูปวงโค้ง เมื่อมีการซ่อมครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการซ่อมแปลงหน้าบันด้วยปูนปั้น เติมลวดลายใหม่ ๆ ได้แก่ รูปตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 ภายในเป็นพระพุทธรูป รูปเทพพนมด้านข้างเป็นช้างสามเศียรและนกยูง รูปสิงห์ รูปเหรา รูปผีเสื้อ เป็นต้น

     รูปแบบแผนผังโครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่เรียกว่าพระบรมธาตุไชยานี้ได้รับการตีความอย่างกว้างขวาง บ้างก็ว่าคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า จันทิ ในศิลปะชวาภาคกลาง ได้แก่ จันทิปะวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ซึ่งมีลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้ แต่เปลี่ยนรูปจำลองอาคารขนาดเล็กบนชั้นหลังคาซึ่งเป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ ให้กลายเป็นลักษณะสำคัญของสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนา บ้างก็ว่ามีเค้าของการคลี่คลายมาจากปราสาท 2 หลัง ที่วัดแก้วและวัดหลง ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งว่าอายุของพระบรมธาตุไชยาอาจจะหลังลงมาจากโบราณสถานที่วัดแก้วและวัดหลง เป็นสถาปัตยกรรมในยุคครหิประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18      อย่างไรก็ดีรูปแบบศิลปกรรมของพระบรมธาตุไชยาก็ได้แพร่อิทธิพลให้แก่สถาปัตยกรรมในสมัยต่อมาอย่างแพร่หลาย เช่น เจดีย์วัดเขาพระอานนท์ อำเภอพุนพิน เจดีย์ถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม เจดีย์บนเขาสายสมอ วัดโบราณต่าง ๆ ในเขตอำเภอไชยาและเจดีย์วัดเขาหลัก อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น  

     2. เจดีย์ ตั้งอยู่รอบองค์พระบรมธาตุที่มุมทั้งสี่ทิศ ( ปัจจุบันอยู่รอบนอกของสระน้ำที่ขุดรอบฐานองค์พระบรมธาตุ ) เจดีย์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม ชั้นล่างเป็นฐานบัวลูกแก้วทรงสูง ก่ออิฐฉาบปูนตำ รองรับบัวลูกแก้วอีกชั้นหนึ่งซึ่งรองรับองค์ระฆังทรงกลมส่วนยอดเป็นบัลลังก์ ปล้องไฉนและปลียอด เจดีย์องค์นี้แตกต่างจากเจดีย์ทิศที่มุมอีก 3 ด้าน ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ตั้งอยู่บนฐานเขียงรองรับมาลัยลูกแก้ว 8 แถว องค์ระฆังทรงกลมอยู่บนบัวปากระฆัง ส่วนยอดไม่มีบัลลังก์ แต่ก้านฉัตร ต่อด้วยปล้องไฉนและปลียอด ภายในเจดีย์กลวง ด้านหน้าเป็นซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในซุ้มของเจดีย์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ประดิษฐานพระปูนปั้น มือขวาถือเกรียงเป็นรูปเหมือนท่านเจ้าคุณพระชยาภิวัฒน์ฯ ผู้บูรณะพระบรมธาตุ เจดีย์นี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ หลังกว่าเจดีย์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาส่วนเจดีย์ด้านทิศตะวันตกด้านหลังองค์พระบรมธาตุ เป็นเจดีย์ทรงมณฑปสร้างขึ้นใหม่สมัยรัตนโกสินทร์

      3. พระวิหารหลวง อยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมธาตุ ด้านหลังวิหาร สร้างยื่นล้ำเข้ามาในเขตพระวิหารคด ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่น้อยหลายองค์ ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยาพื้นวิหารเดิมต่ำกว่าพื้นปัจจุบันมาก สังเกตได้จากฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในระดับต่ำ และทำเป็นฐานบัวลูกแก้วเลียนแบบฐานของพระบรมธาตุ พื้นวิหารที่ยกขึ้นสูงปิดทับส่วนล่างของฐานชุกชีเข้าใจว่าคงเป็นการยกพื้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังในฤดูฝน หน้าวิหารเดิมเป็นไม้แกะสลักรูปดอกไม้เทศลงรักประดับกระจกสีทั้งสองด้าน ถูกถอดออกเมื่อคราวบูรณะวิหาร ปัจจุบันแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ที่ผนังด้านนอกวิหารมีพระพุทธรูปทรายสีแดงประทับยืน แสดงปางประทานอภัย ศิลปะสกุลช่างไชยา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18-19 อยู่องค์หนึ่ง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ส่วนที่เดิมสร้างองค์จำลองปูนปั้นแทน พระวิหารหลวงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และต่อมาในปี พ . ศ . 2500 ท่านพระครูอินทปัญญจารย์ ( เงื่อม อินปญโญ ) พุทธทาสภิกขุ เมื่อครั้งพระครูโสภณเจตสิการาม ( เอี่ยม นามธมโม ) ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัดขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2478 ก็ได้ใช้วิหารหลวงเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ  

     4. พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระบรมธาตุ สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ . ศ . 2498 แทนพระอุโบสถเก่าซึ่งชำรุดและรื้อถอนออกไป พระประธานภายในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปศิลาทรายแดง ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยา เบื้องหน้าพระประธานประดิษฐาน พัทธสีมาคู่ซึ่งเป็นของเดิมแต่ครั้งพระอุโบสถเก่า สมัยอยุธยา การผูกพัทธสีมาคู่นี้สันนิษฐานว่าแต่เดิมนั้นคงมีใบพัทธสีมาเพียงใบเดียวเรียงรายรอบอุโบสถ จนกระทั่งเมื่อศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ ได้แผ่เข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ( สมัยเดียวกับที่ได้สร้างพระบรมธาตุทรงลังกาขึ้นที่นครศรีธรรมราช ) พระสงฆ์ในลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาซ้ำลงในที่ดินเดิมอีกครั้ง

      5. ระเบียงคด วิหารคด หรือพระระเบียง เป็นระเบียงล้อมรอบองค์พระธาตุอยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 38 เมตร สูง 4 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆรวม 180 องค์ ชาวบ้านเรียกว่า พระเวียน พระพุทธรูปปูนปั้นส่วนใหญ่ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ ส่วนพระพุทธรูปศิลาทรายแดง ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยา ยังอยู่ในสภาพเดิม การสร้างระเบียงคดล้อมรอบอาคารประธานเป็นแผนผังของวัดที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยา ซึ่งคลี่คลายมาจากระเบียบสถาปัตยกรรมในศิลปะเขมร

      6. พระพุทธรูปกลางแจ้ง ประดิษฐานอยู่บนลานภายในกำแพงแก้ว ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระวิหารหลวง เป็นพระพุทธรูปศิลาทรายสีแดงขนาดใหญ่จำนวน 3 องค์ ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยา เดิมที่ตั้งพระพุทธรูปคงจะเป็นวิหาร แต่ชำรุดทรุดโทรม จึงถูกรื้อออก

      7. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ( พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ ) 2 กร สำริด ศิลปะสมัยศรีวิชัย พบบริเวณสนามหญ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมธาตุ อยู่ใต้ต้นโพธิ์ ขนาดเท่าบุคคลจริง สภาพชำรุด ส่วนท่อนล่างตั้งแต่บั้นพระองค์หายไป ทรงยืนอยู่ในท่าตริภังค์ ( เอียงสะโพก ) พระพักต์กลม มีอุณาโลมที่พระนลาฏ พระเนตรเหลือบมองต่ำ ทรงสวมกระบังหน้า กุณฑล พาหุรัด และกรองศอที่มีทับทรวง ทรงสะพายผ้าแพรเฉียงพระวรกาย และสะพายสายยัชโญปวีตลูกประคำซึ่งมีเครื่องประดับสายเป็นรูปหัวกวางอยู่ที่พระอังสาซ้าย ลวดลายเครื่องประดับคล้ายกับประติมากรรมในชวาภาคกลาง อันเป็นการสนับสนุนหลักฐานจากจารึกหลักที่ 23 เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสกุลวงศ์ของกษัตริย์แห่งศรีวิชัย ( ไชยา ) และราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวาภาคกลาง กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา พระโพธิสัตว์องค์นี้เป็นประติมากรรมศิลปะศรีวิชัยที่มีชื่อเสียงที่สุด และจัดได้ว่างดงามที่สุด เป็นหลักฐานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนความสำคัญในด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองไชยาโบราณในสมัยศรีวิชัย 

     8. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร สำริด ศิลปะศรีวิชัย พระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระกรทั้งแปดหักหายหมด ทรงเก้าพระเกศาเป็นรูปชฎามุกุฎ มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ในกรอบหน้าของชฎามุกุฎ ตกแต่งด้วยศิลาภรณ์กับกระบังหน้า สวมกรองศอ กุณฑล พาหุรัด ทรงสะพายแพรซึ่งมีสายยัชโญปวีตลูกประคำทับ อันเป็นเครื่องหมายของบุคคลในวรรณะพราหมณ์หรือวรรณะกษัตริย์ซึ่งประดับด้วยหัวกวางอันเป็นลักษณะเฉพาะของพระองค์บนสายแพร ทรงพระภูษายาวคาดทับด้วยปั้นเหน่งและผ้า ซึ่งทิ้งห้อยเป็นเส้นโค้งทางด้านหน้าและผูกไว้เหนือพระโสณี ลักษณะเครื่องประดับคล้ายคลึงกับเครื่องประดับของประติมากรรมในชวาภาคกลาง รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร นี้แสดงฐานะความเป็นเจ้าแห่งจักรวาล จึงมีพระนามว่า “ โลเกศวร ” ประติมากรรมมักมีเกินกว่า 2 กร ในคัมภีร์การัณฑ พยูหสูตร ซึ่งเขียนขึ้นระหว่าง พ . ศ . 1050 – 1450 กล่าวว่าพระองค์มีแสนกร โกฏิพระเนตร สิบเอ็ดเศียร โลมา ( เส้นขน ) แต่ละเส้นคือจักรวาล พระเนตรคือพระจันทร์และพระอาทิตย์ แผ่นดินคือพระบาทอำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่เหนือพระตถาคตทั้งปวง ทรงเป็นผู้ประทานมนต์หกพยางค์อันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่าสรรพราเชนทรหรือเจ้าแห่งราชาทุกพระองค์ คือ “ โอม มณี ปัทเม ฮูม ” แปลว่า ดวงมณีเกิดอยู่ในดอกบัว คาถาบทนี้ทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งจักรวาลทั้งมวล ประติมากรรมชิ้นนี้กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา 

     9. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ( พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ ) 2 กร ศิลา ทรงประทับยืนตรงอยู่บนดอกบัว พระพักต์สี่เหลี่ยม ทรงเกล้าพระเกศาเป็นรูปชฎามกุฎ มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ด้านหน้า พระหัตถ์ขวาแสดงปางประทานพร พระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัว ทรงพระภูษายาวมีหน้านางและจีบอยู่ด้านข้าง คาดปั้นเหน่งทับพร้อมกับคาดหนังเสือรอบพระโสณี พระวรกายตกแต่งด้วยพาหุรัด กรองศอทองพระกร ประติมากรรมชิ้นนี้แสดงอิทธิพลศิลปะจาม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา 

     10. พระพุทธรูป มีทั้งพระพุทธรูปศิลาและพระพุทธรูปปูนปั้น ทั้งที่เป็นอิทธิพลศิลปะอินเดียและศิลปะทวารวดี ตลอดจนพระพุทธรูปศิลาทรายแดงและพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะอยุธยาและรัตนโกสินทร์ในรุ่นหลัง พระพุทธรูปที่สำคัญได้แก่ พระพุทธรูปศิลา สูง 104 เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางสมาธิอยู่บนฐานบัว อิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ สกุลช่างสารนาถ เดิมประดิษฐานอยู่ในซุ้มเล็ก ๆ ซุ้มหนึ่งในสองข้างบันไดที่จะขึ้นไปบนองค์พระบรมธาตุ รูปแบบทั้งหมดของพระพุทธรูปองค์นี้ยังคล้ายกับประติมากรรมสมัยพนมดาในศิลปะขอมอีกด้วย จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปสกุลช่างไชยารุ่นที่ 1 คือเป็นศิลปะท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปอินเดียสกุลช่างต่าง ๆ มาผสมผสานกัน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ส่วนพระพุทธรูปอิทธิพลศิลปะทวารวดี ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปศิลา ประทับยืนปางแสดงธรรม คล้ายกับที่พบบริเวณแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย 

     11. ฐานโยนิ มีลักษณะพิเศษคือมีรางน้ำมนต์ 2 ด้าน ตรงข้ามกัน ( ตั้งอยู่ที่ลานในเขตพระระเบียง )

การประกาศขึ้นทะเบียน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 34 วันที่ 27 กันยายน 2479


ที่มาข้อมูล 

     สำนักงานศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช สำนักโบราณคดีกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช