หน้าแรก จดหมายถึงฉัน Our Sea  
  Surat Thani Eco Tours Homepage for visitors wishing to enjoy unique experiences in and around the city of Surat Thani including the mountains, beaches, National Parks and wilelife.Wonderful Surat Thani Province...Adventure and excitement in the great outdoors South Thailand.
 


Save Our Seas Life    Keep Our Seas Clean

  วงจรชีวิตกุ้งก้ามกราม หรือกุ้งใหญ่แม่น้ำ
  การล่มสลายของป่าชายเลน คือการต้องซื้อปลาราคาแพง
  เรืออวนรุน จับปลาเล็ก คราดหน้าดิน ห่วงโซ่อาหารหมดทะเล
  สายพันธุ์หอยนางรมในทะเลไทย

 

   วงจรชีวิตกุ้งก้ามกราม หรือกุ้งใหญ่แม่น้ำ  

 

กุ้งก้ามกรามหรือ กุ้งนาง หรือกุ้งหลวง พบกระจายอยู่ตามแหล่งน้ำจืดที่มีน้ำไหลติดต่อกับแม่น้ำ หรือทะเล ในแม่น้ำเมย ต้นน้ำในพม่าก็ยังพบ แม่น้ำที่มีรอยติดต่อกับทะเลมีทั่วไป

รูปร่างลำตัวกุ้งแบ่งออกได้เป็นสามส่วน หัว ลำตัว และหาง ส่วนหัวประกอบด้วยขาเดินสามคู่และขาที่มีลักษณะเป็นก้ามกรามอีกสองคู่ คู่ที่สองมีขนาดใหญ่และยาวกว่าคู่ที่หนึ่งคู่นี้  จะใช้ประโยชน์ในการต่อสู้และจับเหยื่อ ส่วนคู่ที่หนึ่งนั้นใช้ในการป้อนอาหารเข้าปากและทำความสะอาดร่างกาย

ลำตัวแบ่งออกเป็น 6 ปล้อง ด้านท้องมีขาว่าวน้ำ 5 คู่ ใช้ประโยชน์ในการว่ายน้ำเคลื่อนที่ ส่วนหางประกอบด้วยแพนหางข้างละหนึ่งคู่ เมื่อเจริญวัยตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย โดยเฉพาะขาเดินคู่ที่สอง ใหญ่จนสังเกตได้ชัด

การผสมพันธุ์และการวางไข่

ในช่วงฤดูการวางไข่และผสมพันธุ์ กุ้งที่มีขนาดลำตัว 10-12 เซนติเมตร อายุกุ้ง 5-6 เดือน ขึ้นไป จะเคลื่อนย้ายที่อยู่ของตัวมันเองลงมาตามแม่น้ำลำคลอง สู่บริเวณน้ำกร่อยที่มีความเค็มโดยประมาณ 9-17 ส่วนพัน  ในบริเวณน้ำกร่อยนี้จะมีการผสมพันธุ์ขึ้น  หลังจากกุ้งตัวเมียลอกคราบเสร็จใหม่ๆ กุ้งตัวผู้จะใช้ก้ามคู่ใหญ่ ป่ายไปตามลำตัวและหัวของกุ้งตัวเมีย เป็นการเกี้ยวพาราสีกันตามธรรมชาติ กุ้งตัวเมียจะหงายท้องขึ้นและเคลื่อนตัวเข้าสู่ใต้ท้องของกุ้งตัวผู้เพื่อรับน้ำเชื้อจากตัวผู้ น้ำเชื้อจะเป็นสีขาวข้นๆ เมื่อน้ำเชื้อออกมาแล้ว กุ้งตัวเมียก็จะคว่ำตัวลงตามปกติ การเกี้ยวพาราสีเช่นนี้ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที

     หลังจากนั้น 6 ชั่วโมง ไข่จากตัวเมียจะเคลื่อนที่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อของตัวผู้ ซึ่งติดกับขาเดินคู่ที่ 1,,2,3,4 ทีมีขนของตัวเมียแล้ว ไข่จะไม่หลุดไป ขาจะโบกน้ำเพื่อให้ออกซิเจน เวลาผ่านไป 17-19 วัน  อวัยวะภายในไข่จะมีครบต่อจากนั้นแม่กุ้งจะฟักไข่ออกมาเป็นตัวอ่อน จะห้อยหัวลงว่ายน้ำ รวมตัวกันบริเวณที่มีแสงสว่างมากๆ

   ในช่วงนี้หากแม่กุ้งออกไข่ในน้ำจืด ลูกกุ้งก้ามกรามก็จะตายในเวลาต่อมา แม่กุ้งก้ามกรามสามารถวางไข่ได้เดือนละประมาณ 2 ครั้ง ไข่จะมากน้อยขึ้นกับความใหญ่และความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมดีด้วย

     จะเห็นได้ว่า สัตว์เป็นจำนวนมากหลายชนิดต้องอาศัย นิเวศน์น้ำกร่อยเป็นวัฎจักรวงจรชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปลา กุ้งหอย ปู และแพลงตอน มากมายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ล้วนเป็นห่วงโซ่อาหารซึ่งกันและกัน การปิดกั้นรอยต่อทางเดินของวงจรชีวิต เช่นเขื่อนที่ปากน้ำ จะทำให้ความหลากหลายของสัตว์น้ำสูญพันธุ์ได้เช่นกัน.

 

 


   การล่มสลายของป่าชายเลน คือการต้องซื้อสัตว์ทะเลในราคาแพง  

   ( ความสำคัญของนิเวศน์น้ำกร่อย )  

 

ในบริเวณนิเวศน์น้ำกร่อยคือรอยต่อระหว่างทะเลกับแม่น้ำลำคลอง ส่วนใหญ่มีมีลักษณะเป็นโคลนตม เกิดจากแม่น้ำเป็นสื่อพาตะกอน สารอินทรีวัตถุมาจากแผ่นดินใหญ่ เกิดความอุดมสมบูรณ์ ก่อเกิดป่าชายเลนที่มีความหลากหลายของพันธุ์สัตว์และพรรณพืช ป่าชายเลนที่ฟูมฟักวางไข่และหลบภัยในวัยอ่อน ถือได้ว่าเป็นปฐมกาลของความอุดมสมบูรณ์ของทะเล
 

ในอดีตพรรณไม้ป่าชายเลนของไทยเรามีถึง 35 สกุล 53 วงศ์และ 74 ชนิด
มีบางชนิดพบเฉพาะท้องที่เช่น เล็บมือนาง หงอนไก่ทะเล เป็นพรรณไม้ในสกุล RhiZophoraceae ไม้โกงกาง ไม้ถั่ว ไม้โปรง พบมากที่สุด  พบมีสาหร่าย 2 แบบ คือชนิดขึ้นเป็นกาฝากต้นไม้อื่น อีกชนิขึ้นในโคลนชายเลน เช่นสาหร่ายเขียว สาหร่ายแดง สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สาหร่ายสีน้ำตาล ซึ่งพบว่ามีสาหร่ายขึ้นในป่าชายเลนไทยทั้งหมดประมาณ 44ชนิด

มีปลาหลายชนิดรวมกันประมาณ 72 ชนิด

ชนิดและจำนวนของปลานี้ พบมีความแตกต่างกันตามฤดูวางไข่และ  กระแสน้ำแล้ว ยังมีความแตกต่างกันในระดับความเค็มของทะเลตามฤดูกาล แบ่งเป็นปลาได้ 4 กลุ่มคือปลาที่อาศัยเป็นประจำ อาศัยชั่วคราว ปลามากับกระแสน้ำ และปลาที่พบในบางฤดูกาล ปลาสำคัญในป่าชายเลนมีปลากระบอก ปลากระพง ปลานวนจันทร์ ปลากะรัง เป็นต้น

มีกุ้ง ประมาณ 15 ชนิด

กุ้งที่ว่ายอาศัยจากทะเลไปยังบริเวณชายฝั่งใกล้กับป่าชายเลนยังพบว่ามีกุ้งประมาณ16 ชนิด ว่ายจากทะเลไปยังบริเวณน้ำกร่อย และยังพบว่ามีกุ้งบางชนิดว่ายจากน้ำจืดไปยังบริเวณน้ำกร่อยเช่นกุ้งในสกุล Macrobrachium rosenbergii และ Leptocarpus Potamiscus  กุ้งที่พบมากในป่าชายเลนได้แก่ กุ้งเชบ๊วย กุ้งกุลาดำ กุ้งกะเปาะ หรือกุ้งกะต่อม

ปูที่พบในป่าชายเลน

มีทั้งหมด 7 สกุล  แบ่งออกได้เป็น 54 ชนิด ที่พบมากเช่น ปูเสม ปูก้ามดาบ ปูทะเล ปูดำ

หอยที่พบในป่าชายเลน

มีทั้งที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ ราก และใบไม้ของป่าชายเลน และหอยที่อยู่ตามพื้นดิน พบว่ามีหอย กาบเดี่ยว 10 ชนิด หอยกาบคู่ 3 ชนิดหอยกาบคู่ที่พบมากได้แก่ หอยนางรม หอนเจาะ เป็นต้น

นกในป่าชายเลน

มีทั้งนกประจำและนกท้องถิ่น ประมาณ 88 ชนิด
มีนกยางควาย นกยางกรอก นกเหยี่ยวไคท์ นกหัวโต

มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ประมาณ 35 ชนิด  เช่น ค้างคาว ลิงกัง นาก แมวป่าชายเลน

มีสัตว์เลื้อยคลานประมาณ 25 ชนิด  รวมทั้งงูต่างๆ กิ้งก่า และ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น เต่า จระเข้น้ำกร่อย

มีแมลงประมาณ 38 ชนิด

รวมทั้งผีเสื้อกลางคืน หนอนผีเสื้อ ผีเสื้อ หนอนกอ แมลงปีกแข็ง ยุง ริ้น และเพลี้ย จะเห็นได้ว่าที่ป่าชายเลนมีเฉพาะที่บริเวณที่มีน้ำจากแม่น้ำไหลหล่อเลี้ยงทะเลเท่านั้น  บางแห่งน้ำกร่อยแผ่กว้างเป็นเป็นสิบกิโลเมตร การกล่าวว่าปล่อยน้ำจืดไหลทิ้งลงทะเลเสียเปล่าๆ จึงเป็นการเข้าที่ที่ไม่ทราบความสำคัญของวงจรชีวิตสัตว์น้ำหลายชนิดที่ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนย้ายถิ่นตามฤดูการ กระแสน้ำ ในฤดูน้ำหลากต้องการความเค็มต่ำและฤดูแล้งต้องการความเค็มสูง เช่นหอยนางรม หอนแคลง เป็นต้น

     สัตว์ต่างๆและพรรณไม้ที่กล่าวมาได้สูญพันธุ์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก เกือบ 90 % เพราะพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหลายได้แปรเปลี่ยนไป ถูกบุกรุก ถูกพัฒนา เป็นพื้นที่การเลี้ยงกุ้งเสียเป็นส่วนใหญ่ การลงทุนที่ได้อาจได้กำไรมาก เพราะไม่ได้บวกต้นทุนสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน ซึ่งเป็นที่อยู่ที่เกิดที่พักพิง หลบภัยในวัยอ่อนของสัตว์น้ำต่างๆกำลังล่มสลาย ผลพวงที่เราๆท่านๆจะได้รับก็คือ เราจึงต้องซื้ออาหารสัตว์น้ำในราคาแพง เพราะเหตุว่าสัตว์ในทะเล ในแม่น้ำน้อยร่อยหรอลง ประกอบกับเรืออวนที่ทันสมัย ลักลอบเข้ามาจับสัตว์น้ำในรัศมี 3 กิโลเมตรริมชายฝั่งและบางชนิดรุนดันลึกลงไปไถหน้าดินทะเลเลยทีเดียว.

 

 

เรืออวนรุนจับปลาเล็ก คราดหน้าดิน ห่วงโซ่อาหารหมดทะเล

   ชาวประมงขนาดเล็กที่มีอยู่ประมาณ 47,000 ครอบครัวในเกือบ 2,600 หมู่บ้านทั่วประเทศ ระบุว่าเครื่องมือที่ทำลายล้างทรัพยากรทางทะเล ทั้ง กุ้ง ปลา ปะการัง หญ้าทะเล รวมทั้งเครื่องมือของชาวทะเล ฯลฯ คือเรือวนรุน นักวิชาการประมงศึกษาพบว่า เรืออวนรุนในอ่าวไทย จับสัตว์น้ำได้วันละประมาณ 200 กิโลกรัม  แต่เป็นปลาขนาดเล็ก  ที่เรียกว่าปลาเป็ด(ปลาที่ไม่ได้ขนาด นำเข้าโรงงานปลาป่น) ประมาณ 58 %   เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจเพียง 42 % เท่านั้น  หมายความว่าเรืออวนรุนลำหนึ่งทำลายสัตว์น้ำขนาดเล็กซึ่งเป็นห่วงโซ่อาหารของทะเล ถึงวันละ 116 กิโลกรัม ประมาณว่ามีเรืออวนรุนทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 1,000 ลำ สัตว์น้ำขนาดเล็กถูกทำลายรวมประมาณวันละ 100 ตัน

    ผลก็คือชาวประมงขนาดเล็กตามชายฝั่งได้รับผลกระทบ หากินไม่ได้ สัตว์น้ำร่อยหรอ ชาวประมงชายฝั่งเรียกร้องให้ทางราชการยกเลิกเครื่องมืออวนรุนและอวนลากซึ่งทำลายล้างหน้าดินทะเลเสียที เพื่อพวกเขาสามแสนคนจะได้มีชีวิตอยู่รอดพวกเขาและลูกหลานจะไม่ต้องถูกกวาดต้อนเข้าโรงงานปลากระป่อง โรงงานอุตสาหกรรม เพราะไม่มี กุ้ง มีปลา หอย ป หมึก จะให้จับในทะเล ข้อเสนอของพวกเขายังไม่ได้รับการตอบสนอง.

   



      สายพันธุ์หอยนางรมในทะเลไทย     

 

    หอยนางรมในเมืองไทยมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ หอยนางรมขนาดเล็ก หรือหอยนางรมปากจีบ ( ดั้งเดิมนั้นเลี้ยงมากอยู่ที่ศรีราชา ) ต่อมาคือ หอยตะโกรมกรามดำ ซึ่งเป็นหอยนางรมขนาดกลาง และสายพันธุ์ที่นิยมและราคาดีคือ หอยนางรมพันธุ์ใหญ่ หรือหอยตะโกรมกรามขาว แต่บางทีก็เรียกกันว่าหอยสุราษฎร์ฯ (ซึ่งสายพันธุ์มั่นคงที่ สุราษฎร์เท่านั้น)

    หอยตะโกรมกรามดำ หรือหอยนางรมขนาดกลางนั้นจะมีลักษณะคล้าย คลึงกับตะโกรมกรามขาว แต่มีขนาดเล็กกว่า คือ เมื่อโตเต็มที่วัดความยาวเปลือกได้ 8-9 เซนติเมตร มักใส่ในไข่เจียวทำออส่วน หรือดอง ส่วนหอยนางรมขนาดเล็ก หรือหอยนางรมปากจีบ จะมีความยาวเปลือกเมื่อโตเต็ม ที่วัดได้ 5-6 เซนติเมตร โดยมากจะแกะขายเฉพาะเนื้อ ซึ่งจะขายเป็นกิโลกรัม แต่มีราคาต่ำกว่าหอยตะโกรมกรามขาวและ ดำมาก ส่วนการประกอบเป็นอาหารจะใส่ไข่เจียวทำออส่วน หรือดอง

    นอกจากนี้ผู้ที่ชอบบริโภคหอยตะโกรมกรามจะสังเกตได้ว่า หอยชนิดใด เป็นหอยตะโกรมกรามขาวชนิดใดเป็นตะโกรมกรามดำหรือเป็นหอยนางรมปากจีบ โดยดูจากลักษณะเนื้อ ถ้าค่อนข้างกลมมีสีขาวนวล จะเป็นหอยนางรมปากจีบ แต่ถ้าสีค่อนข้างคล้ำ ตัวแบนจะเป็นตะโกรมกรามดำ ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าหอยนางรมปากจีบแต่มีรสชาติใกล้เคียงกัน แต่ถ้า เป็นหอยทั้งเปลือกครึ่งฝาจะเป็นหอยตะโกรมกรามขาวหรือตะโกรมกรามดำนั้นสังเกตได้จากรอยที่มีลักษณะคล้ายกลีบส้ม บริเวณตรงกลาง ฝาที่ด้านในซึ่งเป็นรอยของกล้ามเนื้อที่ใช้ยึดหอยทั้งสองฝาเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่าเอ็นหอย ถ้ารอยนั้นเป็นสีขาวก็จะแสดงว่าเป็นหอยตะโกรมกรามขาว
 

น้ำขึ้นและน้ำลง (Tied)

    น้ำขึ้นและน้ำลงเกิดขึ้นบริเวณผิวทะเลทุกวัน ชายฝั่งจะสังเกตได้ชัดเพราะมีแนวเปรียบเทียบน้ำขึ้นและลงเกิดจากอิทธิพลของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แม้ว่าดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่าดวงจันทร์ 27 ล้านเท่า แต่ดวงจันทร์ก็อยู่ใกล้กว่าดวงอาทิตย์ 400 ล้านเท่า ทำให้ดวงจันทร์มีอิทธิพลแรงดึงดูดต่อโลกสูงกว่า ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากน้อยต่างกันไปในช่วงวันขึ้นหรือแรมโดยน้ำจะขึ้นมาก ลงมากในวันขึ้นและแรม 15 ค่ำ เรียกว่าน้ำเกิด (Spring Tide) และน้ำขึ้นลงน้อยในวันขึ้นและแรม 8 ค่ำ เรียกว่าน้ำตาย (Neap Tide)

    น้ำทะเลในโลกแต่ละแห่งมีการขึ้นลงต่างกัน  บางแห่งวันละครั้งเดียว บางแห่งวันละสองครั้ง การขึ้นลงแต่ละครั้งมีระดับไม่เท่ากันมีความแตกต่างกันตามวันขึ้น แรม และฤดูกาลด้วย เช่นในช่วงน้ำเกิด น้ำมักขึ้นลงครั้งเดียว แต่ในช่วงน้ำตายน้ำมักขึ้นลงวันละสองครั้ง เป็นต้น โลกนี้มีพื้นที่เป็นน้ำถึง 3 ใน 4 ของผิวโลกทีเดียว.


อุณหภูมิในทะเล

   อุณหภูมิของน้ำทะเลมีอิทธิพลต่อการดำรงชีพของพืชและสัตว์ทะเล ปกติที่ผิวน้ำทะเลมีอุณหภูมิที่สูงกว่าที่ระดับน้ำที่ลึกลงไปเพราะได้รับรังสีจาดดวงอาทิตย์โดยตรงในการสังเคราะห์ต่างๆเพื่อสภาวะแวดล้อม พืชและ สัตว์ที่อยู่ระดับน้ำตื้นจะได้รับผลกระทบจากอุณภูมิมากกว่าพืชและสัตว์ที่อยู่ระดับลึกลงไปในทะเล

ก๊าซในน้ำทะเล

   ในน้ำทะเลมีก๊าซ ออกซิเจน สำหรับสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่เพื่อการหายใจ เว้นแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและมนุษย์หายใจด้วยปอด ไม่สามารถหายใจรับออกซิเจนจากน้ำโดยตรง จึงจำเป็นต้องใช้ชุดประดาน้ำเป็นอุปกรณ์ช่วยในการหายใจ

ความขุ่นใสของน้ำ

   ถ้าในน้ำมีสารอินทรีย์หรือนุภาคแขวนอยู่มากจะทำให้น้ำขุ่น แสงไม่สามารถส่องลงไปได้ลึกเป็นผลให้การสังเคราะห์ของสาหร่ายทะเลเกิดขึ้นได้น้อย ถ้าน้ำใสแสงจะส่องได้ลึกมากขึ้น บริเวณที่ขุ่นมักจะเป็นบริเวณปากแม่น้ำริมชายฝั่งและในอ่าว บริเวณที่มีปะการังจะมีเฉพาะบริเวณน้ำใสและเค็มจัดเท่านั้น