Surat Thani Eco Tours Homepage for visitors wishing to enjoy unique experiences in and around the city of Surat Thani including the mountains, beaches, National Parks and wilelife.Wonderful Surat Thani Province...Adventure and excitement in the great outdoors South Thailand.  

 

แนะนำหนังสือน่าอ่าน นักโทษประหารคนที่ 310

 ต้นปี พ.ศ. 2524  ผ่านพ้นไปไม่นาน ใบไม้เริ่มปลิดหล่นคิมหันต์ฤดูกำลังจะย่างกลายมา ขณะนั้นนักศึกษาที่มาจากเมืองได้ทยอยกลับไปเกือบหมดสิ้นแล้ว การโต้แย้งทางทฤษฏีเกี่ยวกับการวิเคราะห์สังคมไทยและปัญหาแนวทางยุทศาสตร์กำลังขึ้นสู่กระแสสูง การปฎิวัติกำลังตกต่ำ แต่ยังไม่มีการพูดถึง “วิกฤตศรัทธา”

    ตาม ค่ายต่างๆ ทั้ง 508, 180, 357,และ 77 ที่เคยคึกคักไปด้วยพวกสหายต่างก็ร่อยหรอจนซบเซา ผู้คนเริ่มทิ้งการปฎิวัติพากันกลับบ้านไม่เฉพาะแต่สหายนักศึกษาเท่านั้นแม้แต่สหายที่เป็นชาวนาต่างก็ทยอยพากันกลับบ้านเช่นกัน

    ค่าย 79 ที่คณะทำงานหนังสือพิมพ์ “ไฟลามทุ่ง”ย้ายมาประจำอยู่ หลังจากเขตงาน 514 ถูกปราบปรามก็เหลือคนไม่ถึง 20 คน จนรู้สึกใจหาย

    ค่าย 508 มีพวกสหายอยู่มากที่สุดถึง 3-4 ร้อยคนมาก่อนถึงตอนนี้ก็สลายค่ายไปแล้ว เหลือเพียงหน่วยผลิตที่ย้ายลงมาทำนาที่ช่องช้าง ทำเป็นค่ายเล็กๆอยู่ที่ข้างพักของผมเหลือคนไม่ถึง 50 คน

ลาก่อนช่องช้างที่รัก

    มีแต่ค่าย 180 เท่านั้นที่เหลือคนมากหน่อยประมาณเกือบร้อยคนแต่ส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุที่เดิมทีเป็นคนแถวนั้น ค่าย 180 นี้ก็ย้ายลงมาทำนาอยู่ในหมู่บ้านเช่นกันจึงเท่ากับเป็นเพียงหน่วยผลิตหนึ่งเท่านั้น    เวลานั้นแผนกงานที่ยังประจำอยู่บนภูเขาก็มีโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล สำนักเลขาธิการจังหวัดของคุณศรี สำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์ “ไฟลามทุ่ง” กองทหารหลัก และโรงเรียนการเมืองพรรคฯที่ใกล้จะยุบแล้วเพราะพวกครูเข้าเมืองหมด “วิกฤตศรัทธา” แม้จะไม่ส่งผลมากนักต่อ พ.ค.ท. เขตสุราษฎร์ธานีแต่ก็มีผลกระทบไม่น้อยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยเฉพาะต่อกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน

    ไฟร้อนแรงของพวกเขาเมื่อปลายปี 2519 บัดนี้เริ่มหรี่รินลงแล้วตามกาลเวลาที่ผ่านไปและปัญหาที่มากระทบส่วนใหญ่ของปัญญาชนได้กลับสู่ชนชั้นเดิมของเขาแล้วความเร่าร้อนที่จะดัดแปลงตนอย่างเด็ดเดี่ยวในตอนต้นกลายมาเป็นความท้อแท้เบื่อหน่ายและสิ้นหวัง กระทั่งเห็นแก่ตัวในตอนท้ายก็มีนี่คือสภาพความเป็นจริงของปัญญาชนยุคหลัง 6 ตุลาคม 2519 ถึงมิถุนายน 2542 ที่ผมพบผ่านมา...........


“ผมจะไม่แก้ต่างให้แก่ พ.ค.ท.เลยสักนิดเพราะผมถือว่า พ.ค.ท.ก็ย่อมมีความผิดพลาดได้เป็นธรรมดา และ พ.ค.ท.ก็หาใช่ผู้ผูกขาดการปฏิวัติไม่ ดังนั้นผมจึงอยากจะเรียกร้องว่าปัญหาของประเทศชาติกำลังรอการแก้ไข...


    ลาก่อนช่องช้างที่รัก...5 ปี จากวันที่ 6 กันยายน 2519

   ที่หลบหนีเข้าป่าที่เขากรุงชิง จนถึงวันทีออกจากป่าจากบ้านช่องช้างวันที่ 23 มิถุนายน 2524 ชีวิตที่ระเหเร่ร่อนไปตามขุนเขาป่าลึกและทุ่งกว้าง มันมีทั้งความยากลำบาก ความขมขื่นเจ็บปวดและหิวโหยมีทั้งตื่นเต้นหวาดเสียวและกระทั่งผ่านความตาย การผจญภัยที่ไม่ใช่ความสนุกสนานเพราะนี่มันคือสงคราม คือการต่อสู้ที่ถูกบังคับให้ต่อสู้ เป็นการต่อสู้ที่ถึงเลือดถึงชีวิตแต่ทว่าผมไม่มีทางเลือก ผมไม่ชอบความรุนแรง ผมไม่นิยมสงครามแต่ผมถูกบังคับให้เข้าสู่สงครามสงครามระหว่างคนในชาติด้วยกันสายเลือดเผ่าพันธุ์เดียวกัน

    มันมีทางบ้างไหมที่จะยุติสภาพเช่นนี้เสีย

   ยุติการรินไหลของเลือดไทยด้วยกัน? ผมหวังผมต้องการปรารถนาที่จะให้มันเกิดขึ้นโดยเร็ววันแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการยุติสภาพไทยฆ่าไทยที่จะเกิดขึ้นนี้ต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขของการต้องยอมแพ้เลิกการต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม เลิกการต่อสู้เพื่อคนที่ทุกข์ยากเพราะการตั้งเงื่อนไขเช่นนั้นเป็นการหยามเหยียดความมีเสรีภาพของมนุษย์ด้วยกันและยังขัดแย้งต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอีกด้วย การหาทางยุติสภาพการรบราฆ่าฟันกันทางการเมือง ระหว่างคนในชาติอย่างถาวรจะต้องตั้งอยู่บนหลักการเสรีภาพ ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมเท่านั้นจึงจะเป็นการแสวงหาสันติภาพโดยบริสุทธิ์ใจ

    ผมป็นคนที่ถูกผลักใสให้ไปเป็น“ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล”การที่ผมต้องไปเป็นเช่นนั้นต้องไปต่อสู้เช่นนั้นไม่ใช่เพราะความเกลียดชังหรือเพราะเหตุผลส่วนตัวแต่อย่างใดแต่มันเป็นเพราะความผิดพลาดของรัฐบาลเองที่ขับไล่ไสส่งให้ผมต้องไปต่อสู้เช่นนั้น ทั้งๆที่ผมเองไม่ปรารถนาที่จะทำผมเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมที่มีจิตใจรักสันติภาพ 

    ดังนั้นเมื่อได้รับมอบหมายภารกิจให้ทำหน้าที่ “ ทูตสันติภาพ ” เดินทางมาเจรจากับฝ่ายรัฐบาลผมจึงมีความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แม้ว่าภายในจิตใจจะรู้สึกหวาดระแวงไม่ใคร่ไว้วางใจนักก็ตามไม่นึกเลยว่าการจากมาในวันนั้นจะเป็นการจากลาสหายจากลาพี่น้องบ้านช่องช้างอย่างยาวนานเช่นนี้จงอยู่เย็นอย่างเป็นสุขเถิดพี่น้องบ้านช่องช้างทุกคน

     สามปีที่ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมามันจะเป็นความผูกพันที่ฝังจารึกอยู่ในหัวใจของผมตลอดไปผมจะยังรำลึกทุกๆคนอยู่เสมอตลอดกาล.....


กับดัก “ ทูตสันติภาพ ” 

    เรือวิ่งไปจนเกือบจะเทียบท่าหน้ากองกำกับใกล้ๆจวนผู้ว่าฯในขณะนั้นเองบนฝั่งก็เขียวพรืดไปด้วยกำลังทหารประมาณหนึ่งหมวด ผมใจหายนึกในใจ "มันเอากูเข้าแล้วนึกไว้ไม่มีผิด" แต่ยังทำใจดีสู้เสือเดินตามหลัง พ.ต.ท. วีระ และพวกขึ้นไปติดเมื่อเรือจอดเทียบท่า.... ...

    เกือบสิบปีในขณะที่ต่อสู่ทางการเมืองตลอดมามันก็คงจะไม่ใช่การต่อสู้ที่ว่างเปล่าอย่างแน่นอนการปฏิบัติที่เป็นจริงของผมนี้ ทำให้ผมมองการมืองอย่างเข้าใจลึกซึ้งกว่าผู้ว่าฯสนอง มากนัก.... ....

   การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ว่าฯ มีแต่อับจนต่อเหตุผลของเรา..... ส่วน พ.ต.อ.ผาด นั้นไม่มีความรู้ทางการเมืองเลยเรื่องนี้แกมีแต่นั่งฟังแต่ถ้าพูดถึงกลุ่มอิทธิพลการปราบปรามโจรผู้ร้าย พ.ต.อ.ผาด ก็รู้มากเพราะอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมานาน...


พบกับเรื่องราวชีวิตมวลชนสัมพันธ์และการต่อสู่อยู่กินบนเทือกเขา ระบบระเบียบของพลพรรคคนป่าเร้าใจน่าเรียนรู้เป็นอย่างมาก หนังสือ...นักโทษประหารคนที่ 310 เป็นหนังสือรวมเรื่องราวเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในภาคใต้

เพียงบางส่วนจากหนังสือ "นักโทษประหารคนที่ 310 โดย สุรชัย แช่ด่าน" ราคาเล่มละ 250 บาท