Surat Thani Eco Tours Homepage for visitors wishing to enjoy unique experiences in and around the city of Surat Thani including the mountains, beaches, National Parks and wilelife.Wonderful Surat Thani Province...Adventure and excitement in the great outdoors South Thailand.


ตามไปปืนเขา ปืนต้นไม้ ตีผึ้ง ในป่าแก่งกรุง

     คืนนี้ชาวบ้านจะไปตีผึ้ง เป็นเรื่องตื่นเต้นและดีใจมากที่สุดที่จะได้ไปศึกษาหาประสบการณ์ด้วยตนเองเคยได้ยินแต่เรื่องเล่า...

     น้ำผึ้งเดือนห้านี่ให้ความหวานมากที่สุด และจะมีมากในช่วงนี้ ต้องเดินทางไปในป่าไกลๆใช้เวลาเป็นคืนๆและต้อง แบกขนน้ำผึ้งที่ได้มากันหลังแอ่น คณะเดินป่าตระเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ อันได้แก่ ทอย ไม้ค้อน มีดพร้า ไฟฉาย ตะเกียง แก๊ส และขวดน้ำดื่ม ต้องเดินผ่านไปทางที่ทำการอุทยานแห่งชานป่าแก่งกรุง(บางจำ) ทางขึ้นเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อเม็ดโตก็ไหลอาบทั่วหน้าทั่วตัวหยุดแวะพักพักตรงลำห้วยเอาน้ำใส่ขวดที่เตรียมมาเดินลัดเลาะไปตามโขดหินริมห้วยแล้วขึ้นเขาอีกลูกหนึ่งก็ถึงที่หมาย

     ต้นไม้ขนาดใหญ่ 3 - 4 คนโอบอยู่โดดเดี่ยวตรงหน้า เป็นต้นกลิ้ง สูงถึง 30 เมตร เมื่อเอาไฟฉาย ส่องขึ้นไปมองเพียงเงาดำเล็ก ๆ ขบวนการเริ่มด้วยการออกหาย่านอวดที่จะนำเอามาผูกทอย ได้ย่านอวดขนาดข้อเท้ายาว เกือบวา นำท่อนไม้มาทุบตรงรอยตัดแล้วฉีกออกเป็นเส้นใหญ่ ๆฉีกย่านอวดให้เป็นเส้นเล็กขนาดนิ้วก้อยการตอกทอยกับต้นกลิ้งเพื่อเป็น "บันได" ไต่ขึ้นต้นผึ้ง ดูรอยเล็บหมีเป็นรอยใหม่แสดงว่าหมีขึ้นแล้วเสียงตอกทอยดังก้องป่าเสียง ทอยที่ แขวนสะเอวขึ้นไปกระทบกันดังราวเสียงระนาดเสียงสัตว์ป่าดังเป็นระยะ ๆ ทำให้คณะตีผึ้งต้องตะโกนข่มเสียงหลายครั้ง

     เสียงตอกทอยหยุดลงที่แม่ร่องอันที่ 3 ซึ่งได้ระยะสูงประมาณ 30 เมตร (แม่ร่อง เป็นไม้ไผ่ขนาดกลางถึงใหญ่นำมาวาง ทาบกลางลำต้น แล้วตอกทอย 2 ข้าง ผูกยึดแม่ร่องให้ติดกับต้นไม้ ใช้ขึ้นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โอบไม่รอบ) เสียงดังเหมือนเสียงหมาเห่า หมากัดกัน เป็นเสียงของหมีต่อสู้กัน การตีผึ้งเสี่ยงมากเวลาผึ้งลงมาจะมีเสียงเยือกเย็นหน้ากลัวที่สุดถ้า ตัวไหนที่หมีได้ขึ้นไปรบกวนแล้วผึ้งจะดุมากและหากไม่ระวังเรื่องแสงไฟก็จะถูกผึ้งต่อยเอาง่ายๆ ผู้ที่อยู่ข้างล่างเริ่มทำร้าน บีบน้ำผึ้งโดยจะทำลักษณะคล้าย ๆ แคร่ แต่มีความลาดเอียงและมีหลังคา ซึ่งจะใช้ใบทัง (ไม้ป่าใบใหญ่ชนิดหนึ่ง)มาปิดจนมิดชิดข้างๆแคร่ก็จะทำรางไม้ไผ่เป็นทางน้ำผึ้งให้ไหลไปลงแกลลอน (ถัง) ที่เตรียมไว้ไปด้วย บนแคร่จะปูด้วยเสื่อน้ำมัน แล้วขึงผ้าวะ (อวนตาถี่สีฟ้า) ใช้สำหรับกรองน้ำผึ้งก่อนไหลลงรางน้ำผึ้ง

     คืนนี้นกหว้าร้องเสียงดังมากคล้ายเสียงคนตะโกนหยอกเล่นกัน เสียงนกหว้าจะดังตอบหลังจากมีเสียงของพวกเราตะโกนเลียนเสียงของมัน นกหว้าตัวผู้เป็นนกที่รักความสะอาด รักสวยรักงามจะกวาดลานเป็นบริเวณกว้าง (เรียกว่า ลานนกหว้า) นกหว้ามีขนาดใหญ่ขนสีน้ำตาลลายจุดรำแพนเหมือนนกยูง ฟังเสียงนกหว้าดังกังวาน...โว่ว โว่ว กลบทุกสรรพสิ่ง เสียงนกหว้าในคืนนั้นยังดังกังวานอยู่ในใจ

     การตีผึ้งต้องระมัดระวังมาก ผู้ที่อยู่ข้างบนจะไม่จุดไฟเลยการจุดไฟกับไต้จะเป็นหน้าที่ของคนข้างล่างแล้วส่งขึ้นไปทางเชือกดวงไฟสีแดงเล็ก ๆ ลอยลงมาช้าๆ เป็นพัน ๆ ดวงยังกะดอกไม้ไผตัดกับความมืดสนิทรอบข้าง เสียงดังอื้ออึงของผึ้งดังเช่นมี การเปรียบเทียบว่าดังยังกับผึ้งแตกรัง ผึ้งจะบินลงมาตามไฟและจะอยู่กับพื้นบินขึ้นบ้างแต่ต้องลงมากับแสงไฟระลอกใหม่อีกรวงผึ้งมาเกือบถึงพื้นใช้ไม้ขอเกี่ยวเข้ามาแล้วนำไปที่ร้านบีบน้ำผึ้งส่วนที่มีตัวอ่อนผึ้งจะไม่ตัดลงมามันยังมีอาหารอยู่ จะสังเกตได้ว่ายังคงมาทำรังที่ต้นกลิ้งทุกปี เมื่อนำรวงผึ้งขึ้นจากโต๊ะ วางในผ้าวะบนร้าน ใช้มือบีบเบา ๆ น้ำผึ้งก็จะไหลลงไปรวมกันที่แกลลอน บีบจนเหลือแต่ขี้ผึ้งซึ่งสามารถนำไปทำเทียนต่อได้อีก คืนนี้สามารถตีผึ้งได้ 7 รัง แต่มีน้ำผึ้งเพียง 4รัง ส่วน 3 รังผึ้งออกไปหมดแล้วได้น้ำผึ้งประมาณ 17 ขวด ถูกผึ้งต่อย 40 (จุด)ชีวิตของคนริมป่า ต้องพึ่งพาอาศัยป่า การดูแลรักษาพิทักษ์ผืนป่าจึงถือเป็นหน้าที่ของคน ชีวิตของการพึ่งพาอาศัยจะอยู่คู่ผืนดินผืนป่าและอยู่คู่ลูกคู่หลานตลอดไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้คนทุกคนที่ต้องช่วยกัน..............

นัตตาภรณ์.