|
ตามไปปืนเขา ปืนต้นไม้ ตีผึ้ง
ในป่าแก่งกรุง
คืนนี้ชาวบ้านจะไปตีผึ้ง
เป็นเรื่องตื่นเต้นและดีใจมากที่สุดที่จะได้ไปศึกษาหาประสบการณ์ด้วยตนเองเคยได้ยินแต่เรื่องเล่า...
น้ำผึ้งเดือนห้านี่ให้ความหวานมากที่สุด และจะมีมากในช่วงนี้
ต้องเดินทางไปในป่าไกลๆใช้เวลาเป็นคืนๆและต้อง
แบกขนน้ำผึ้งที่ได้มากันหลังแอ่น คณะเดินป่าตระเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ อันได้แก่
ทอย ไม้ค้อน มีดพร้า ไฟฉาย ตะเกียง แก๊ส
และขวดน้ำดื่ม ต้องเดินผ่านไปทางที่ทำการอุทยานแห่งชานป่าแก่งกรุง(บางจำ)
ทางขึ้นเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ
เหงื่อเม็ดโตก็ไหลอาบทั่วหน้าทั่วตัวหยุดแวะพักพักตรงลำห้วยเอาน้ำใส่ขวดที่เตรียมมาเดินลัดเลาะไปตามโขดหินริมห้วยแล้วขึ้นเขาอีกลูกหนึ่งก็ถึงที่หมาย
ต้นไม้ขนาดใหญ่ 3 - 4
คนโอบอยู่โดดเดี่ยวตรงหน้า เป็นต้นกลิ้ง สูงถึง 30 เมตร เมื่อเอาไฟฉาย
ส่องขึ้นไปมองเพียงเงาดำเล็ก ๆ
ขบวนการเริ่มด้วยการออกหาย่านอวดที่จะนำเอามาผูกทอย ได้ย่านอวดขนาดข้อเท้ายาว
เกือบวา นำท่อนไม้มาทุบตรงรอยตัดแล้วฉีกออกเป็นเส้นใหญ่
ๆฉีกย่านอวดให้เป็นเส้นเล็กขนาดนิ้วก้อยการตอกทอยกับต้นกลิ้งเพื่อเป็น
"บันได" ไต่ขึ้นต้นผึ้ง
ดูรอยเล็บหมีเป็นรอยใหม่แสดงว่าหมีขึ้นแล้วเสียงตอกทอยดังก้องป่าเสียง ทอยที่
แขวนสะเอวขึ้นไปกระทบกันดังราวเสียงระนาดเสียงสัตว์ป่าดังเป็นระยะ ๆ
ทำให้คณะตีผึ้งต้องตะโกนข่มเสียงหลายครั้ง
เสียงตอกทอยหยุดลงที่แม่ร่องอันที่ 3 ซึ่งได้ระยะสูงประมาณ 30 เมตร (แม่ร่อง
เป็นไม้ไผ่ขนาดกลางถึงใหญ่นำมาวาง ทาบกลางลำต้น แล้วตอกทอย 2 ข้าง
ผูกยึดแม่ร่องให้ติดกับต้นไม้ ใช้ขึ้นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โอบไม่รอบ)
เสียงดังเหมือนเสียงหมาเห่า หมากัดกัน เป็นเสียงของหมีต่อสู้กัน
การตีผึ้งเสี่ยงมากเวลาผึ้งลงมาจะมีเสียงเยือกเย็นหน้ากลัวที่สุดถ้า
ตัวไหนที่หมีได้ขึ้นไปรบกวนแล้วผึ้งจะดุมากและหากไม่ระวังเรื่องแสงไฟก็จะถูกผึ้งต่อยเอาง่ายๆ
ผู้ที่อยู่ข้างล่างเริ่มทำร้าน บีบน้ำผึ้งโดยจะทำลักษณะคล้าย ๆ แคร่
แต่มีความลาดเอียงและมีหลังคา ซึ่งจะใช้ใบทัง
(ไม้ป่าใบใหญ่ชนิดหนึ่ง)มาปิดจนมิดชิดข้างๆแคร่ก็จะทำรางไม้ไผ่เป็นทางน้ำผึ้งให้ไหลไปลงแกลลอน
(ถัง) ที่เตรียมไว้ไปด้วย บนแคร่จะปูด้วยเสื่อน้ำมัน
แล้วขึงผ้าวะ (อวนตาถี่สีฟ้า) ใช้สำหรับกรองน้ำผึ้งก่อนไหลลงรางน้ำผึ้ง
คืนนี้นกหว้าร้องเสียงดังมากคล้ายเสียงคนตะโกนหยอกเล่นกัน
เสียงนกหว้าจะดังตอบหลังจากมีเสียงของพวกเราตะโกนเลียนเสียงของมัน
นกหว้าตัวผู้เป็นนกที่รักความสะอาด รักสวยรักงามจะกวาดลานเป็นบริเวณกว้าง
(เรียกว่า ลานนกหว้า) นกหว้ามีขนาดใหญ่ขนสีน้ำตาลลายจุดรำแพนเหมือนนกยูง
ฟังเสียงนกหว้าดังกังวาน...โว่ว โว่ว กลบทุกสรรพสิ่ง
เสียงนกหว้าในคืนนั้นยังดังกังวานอยู่ในใจ
การตีผึ้งต้องระมัดระวังมาก
ผู้ที่อยู่ข้างบนจะไม่จุดไฟเลยการจุดไฟกับไต้จะเป็นหน้าที่ของคนข้างล่างแล้วส่งขึ้นไปทางเชือกดวงไฟสีแดงเล็ก
ๆ ลอยลงมาช้าๆ เป็นพัน ๆ ดวงยังกะดอกไม้ไผตัดกับความมืดสนิทรอบข้าง
เสียงดังอื้ออึงของผึ้งดังเช่นมี การเปรียบเทียบว่าดังยังกับผึ้งแตกรัง
ผึ้งจะบินลงมาตามไฟและจะอยู่กับพื้นบินขึ้นบ้างแต่ต้องลงมากับแสงไฟระลอกใหม่อีกรวงผึ้งมาเกือบถึงพื้นใช้ไม้ขอเกี่ยวเข้ามาแล้วนำไปที่ร้านบีบน้ำผึ้งส่วนที่มีตัวอ่อนผึ้งจะไม่ตัดลงมามันยังมีอาหารอยู่
จะสังเกตได้ว่ายังคงมาทำรังที่ต้นกลิ้งทุกปี เมื่อนำรวงผึ้งขึ้นจากโต๊ะ
วางในผ้าวะบนร้าน ใช้มือบีบเบา ๆ น้ำผึ้งก็จะไหลลงไปรวมกันที่แกลลอน
บีบจนเหลือแต่ขี้ผึ้งซึ่งสามารถนำไปทำเทียนต่อได้อีก คืนนี้สามารถตีผึ้งได้ 7
รัง แต่มีน้ำผึ้งเพียง 4รัง ส่วน 3 รังผึ้งออกไปหมดแล้วได้น้ำผึ้งประมาณ 17
ขวด ถูกผึ้งต่อย 40 (จุด)ชีวิตของคนริมป่า ต้องพึ่งพาอาศัยป่า
การดูแลรักษาพิทักษ์ผืนป่าจึงถือเป็นหน้าที่ของคน
ชีวิตของการพึ่งพาอาศัยจะอยู่คู่ผืนดินผืนป่าและอยู่คู่ลูกคู่หลานตลอดไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้คนทุกคนที่ต้องช่วยกัน..............
นัตตาภรณ์.
|